Camille: Missing Missed Call

ผมไม่เคยมีโทรศัพท์มือถือมาก่อน
ไม่ว่าใครจะมีและพวกเขาเหล่านั้นโน้มน้าวให้ผมซื้อมาใช้บ้างผมก็ไม่ได้ซื้อมา ด้วยเหตุที่ผมรู้ว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้
ผมไม่มีเพื่อนเป็นตัวเป็นตนจริงจังนัก และไม่ได้สนใจที่จะคอยติดต่อกับผู้คน เพื่อนหรือคนรู้จักมากมายผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนสายลม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผม
.
จนกระทั่งวันนั้น วันที่ผมมีมือถือเครื่องแรกของตัวเองจริงจังเพราะคุณอยากให้ผมมีเพื่อได้ติดต่อกัน
คุณซื้อโทรศัพท์รุ่นเดียวกัน ระบบหน้าจอสัมผัสรุ่นใหม่ล่าสุดไม่ได้จำเป็นนักแต่คุณอยากให้ผมลอง
ผมใช้เคสสีส้มที่คุณบอกว่าชอบ เครื่องของผมมีเบอร์เพียงสองเบอร์และเป็นเบอร์ของคุณทั้งสองอีกด้วย
.
วันหนึ่งผมย้ายเข้าไปอยู่กับคุณ มันเป็นห้องเล็กๆแต่อบอุ่น
คุณคอยส่งข้อความและโทรหา ผมถึงได้ใช้โทรศัพท์มือถือจริงๆและรับรู้ว่ามันมีไว้เพื่อการนี้
มันเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่น้อย ผมรู้สึกชอบมือถือขึ้นมา
.
อีกระยะหนึ่ง ทั้งผมทั้งคุณยุ่งแต่เราก็ยังได้พบกันบ่อยๆ
ผมไม่ได้ใช้โทรศัพท์มากนัก คุณก็เช่นกัน แต่ผมยังดีใจเพราะอย่างไรก็ตามผมจะกลับบ้านมาเจอคุณ
 .
จนถึงวันนี้เราทั้งสองอยู่ห่างไกลกัน
หนึ่งวัน สองวัน สามวัน
จนหนึ่งสัปดาห์เป็นสองสัปดาห์
ไม่มีข้อความหรือสายเรียกเข้ามา
ผมกังวลและห่วงว่าคุณปลอดภัยดีมั้ย แต่ไม่อยากไปรบกวนเวลางานจึงไม่ได้โทรไป
ผมส่งข้อความสั้นๆกับรูปไปบ้างเป็นครั้งคราว คุณตอบกลับมาสั้นๆเช่นกันแต่แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว
.
หนึ่งเดือน
เดือนครึ่ง
สามเดือน
ยังคงไม่มีข้อความหรือสายเรียกเข้ามา
ผมรอคอยให้คุณกลับบ้าน แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ
ผมเลิกเช็คโทรศัพท์ระหว่างวัน อย่างไรก็ตามมันไม่เคยเรียกผมให้สนใจมันบ้างเลย
.
สี่เดือน
ผมเริ่มทิ้งมันไว้กับบ้าน เมื่อกลับมาตอนเย็นหน้าจอสีดำไม่แจ้งสิ่งใด
ผมกินข้าวแล้วเข้านอนตามปกติ
.
ห้าเดือน
ผมแทบไม่ได้แตะต้องมือถือ ผมเริ่มกลัวที่จะปลุกมันจากการหลับใหล
ผมกลัวว่าจะไม่ได้เห็นสิ่งที่รอคอยใต้จอสีดำ และผมมักจะถูกเสียด้วย
.
หกเดือน
ผมวางมันไว้ที่เดิมโดยไม่ได้ชาร์จไฟ หลายๆวันมานี้มันส่งสัญญาณเตือนแบตเตอรี่อ่อนประท้วง
ผมหมุนก้อนเหล็กบนฝ่ามือเล่น ผมไม่แน่ใจว่าควรจะชาร์จมันหรือไม่เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งาน
ตอนนี้มันเป็นเพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคไร้ประโยชน์ที่ไม่อาจเชื่อมต่อกับบุคคลที่ผู้ใช้ต้องการได้
จนในที่สุดสัญญาณสุดท้ายดังลั่นก่อนดับไป มือถือผมหลับใหลเพราะแบตเตอรี่หมด จนกว่าจะชาร์จมันไม่อาจบอกอะไรผมได้อีกแต่มันจำเป็นจะต้องชาร์จจริงๆน่ะหรือ….
.
ผมไม่อาจตอบคำถามนั้นได้จึงวางมันไว้ที่เดิมเงียบๆ
ผมหวังให้ผมคิดผิด ผมอาจจะคิดผิดก็ได้แต่ตอนนี้ไม่มีทางรู้ได้เลย
และผมขี้ขลาดพอที่จะพอใจกับความไม่รู้นี้มากกว่าการยอมรับความจริงว่าเมื่อเปิดจอสีดำขึ้นมาอีกครั้งสิ่งที่ได้พบเจออาจมีเพียงความว่างเปล่า เหมือนความรู้สึกของผม
 .
ช่างว่างเปล่า
.
.
.
!
.
.
.
เสียงสายเรียกเข้าเรียกเข้าดังลั่นบ้าน ผมมองโทรศัพท์มือถือ ….ไม่…. ผมหันไปมองโทรศัพท์บ้านสีขาวใกล้ๆกัน
ผมจับหูโทรศัพท์บ้านค้างไว้ชั่วครู่ด้วยใจเต้นรัวก่อนตัดสินใจรับในที่สุด
.
“คามิลครับ…”
“รุ่นน้อง! ถ้าจะไปอยู่ข้างนอกล่ะก็ทำตัวให้ติดต่อได้หน่อยสิ”
 .
น้ำเสียงรื่นเริงอีกฝั่งทำให้ผมถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
.
“ถอนหายใจงั้นเหรอ ไม่อยากฟังเสียงฉันหรือไงหือ” มิโนนหัวเราะมาจากอีกด้าน
“เปล่าครับ.. ผมดีใจที่รุ่นพี่โทรมานะ”
“งั้นเหรอ ช่างเถอะ มาเจอกันที่โรงแรม— คามิล… คามิลโอเคหรือเปล่า”
 .
ผมยกมือข้างที่ว่างมาปัดผมข้างแก้มก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำใสบนนิ้ว ผมคงสะอื้นอย่างน่าอายให้อีกฝ่ายได้ยินซะแล้ว
ผมใช้ความพยายามที่ดีที่สุดในการพูดให้เสียงไม่สั่นแม้จะไม่สามารถเลยแม้แต่น้อย
.
“โอเคครับ ผมจะไปหาเดี๋ยวนี้”
“อื้ม… ล็อบบี้Le Meurice ฉันรออยู่”
.
พูดจบอีกฝ่ายก็ตัดสายไปทันที เขาอาจจะไม่อยากรบกวนเวลาที่ผมจะใช้สำหรับการเตรียมตัว หรือไม่อยากทำให้ผมลำบากใจเรื่องที่เขาถามเมื่อครู่ อย่างไรก็ตามรุ่นพี่มิโนนรู้ดีเสมอ
ผมวางหูโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม วันนี้คงต้องเสียมารยาทให้รุ่นพี่รอซักหน่อยเพราะผมไม่อยากให้เขาเห็นผมร้องไห้แบบนี้เลยจริงๆ ผมนั่งกอดเข่าตัวเองเงียบๆปล่อยให้น้ำตาไหล่ออกมาจนพอใจก่อนจะลุกไปล้างหน้าออกจากบ้าน
.
แน่นอนว่าไม่ได้พกมือถือไป และผมคงไม่ได้ชาร์จมันไปอีกนาน
.