Saccharin; Downfall

แซคคิดไม่ถึงว่าแค่ออกมาจ่ายตลาด เขาจะต้องตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ อันที่จริงจะเรียกว่าสถานการณ์อันตรายถึงแก่ชีวิตก็ย่อมได้

เด็กหนุ่มทั้งไอทั้งสำลักเมื่อศีรษะถูกยกขึ้นมาพ้นน้ำ ไม่ทันจะได้สูดลมหายใจเข้าปอดรับออกซิเจนให้เต็มอิ่มอีกครั้งเขาก็ถูกบังคับลงไปดำน้ำในอ่างตื้นๆอีกหลายสิบวินาที

นิ้วมือจิกขอบเซรามิกสีอ่อนกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาว แม้จะจิกข่วนมือแกร่งพยายามดันตัวเองออกจากอ่างน้ำจนปวดปลายนิ้วทว่ากำลังที่มีไม่สามารถเอาชนะฝ่ายประทุษร้ายได้
น้ำเติมเต็มช่องว่างของอากาศ เข้าโพรงปากโพรงจมูกทำให้รู้สึกอึดอัดทรมาณเหลือจะคณา ทั้งแสบทั้งระคายไปหมด
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่สำลักดื่มน้ำรสฝาดกลิ่นคลอรีนเข้าไป ช่วงเวลานั้นช่างรู้สึกยาวนานจนคิดว่าจะต้องสิ้นใจเป็นแน่แท้

แขนขาของแซคคารินเริ่มหมดแรง ชาตื้อเหมือนกลายเป็นถุงทรายหนักๆ ไม่ยอมฟังคำสั่งของสมองที่ให้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอีกต่อไป

นี่ต้องมาจบชีวิตแบบนี้จริงๆเหรอ ไม่สนุกเลยให้ตายเถอะ

แต่แล้วจู่ๆแรงแขนที่กดจนขืนคอไม่ขึ้นก็อ่อนลงกระทันหัน แถมยังขยับตัวออกสร้างช่องโหว่อย่างไม่น่ามีแต่ก็มี
วินาทีนั้นแซคคารินไม่คิดมากอะไรอีกนอกจากต้องหนี เด็กหนุ่มซวนเซลุกขึ้นแล้ววิ่งสุดแรงไปข้างหน้าทั้งที่ยังหายใจติดขัด

เขาอยากหนีไปให้ไกล ไกลสุดขอบโลก แต่จะไปไหนได้

แซคคารินกลับมายังห้องของสตีเวียแล้วเปลี่ยนรหัสประตู
วันเวลาที่เหลือรอเจ้าของห้อง เขาไม่โผล่หน้าออกไปข้างนอกอีกเลย
อันที่จริงไม่ต้องพูดถึงเปิดหน้าต่าง แค่แง้มม่านออกเล็กน้อยยังรู้สึกกลัว กลัวจะได้เห็นดวงตามุ่งร้ายของผู้หมายเอาชีวิต ต้องทนอยู่ภายหลังผืนผ้าทั้งวันทั้งคืนเพื่อกำบังตัว
แสงเส้นบางเฉียบลอดเข้ามาแค่ช่วงกลางวัน ช่วงกลางคืนแสงไฟอ่อนๆจากมือถือถูกใช้พอทำทางเดินไปห้องน้ำและห้องครัว

ตลอดทั้งสัปดาห์นั้นแซคคารินใช้ชีวิตอยู่ด้วยเบียร์หนึ่งลังกับน้ำเปล่า
เบียร์ 6 ขวดสำหรับวัน 6 วันและเข็มนาฬิกาที่เดินไปช้าเสียจนน่าหงุดหงิดใจ
ไม่ว่าจะหลับจะตื่นขึ้นมากี่รอบก็ดูเหมือนว่าโลกจะหมุนไปช้าเสียเหลือเกิน

เขาเกลียดการรอคอย
และการรอคอยในครั้งนี้ก็ทรมานยิ่งกว่าครั้งไหน แม้เข็มวินาทีอย่างเชื่องช้าเสียจนรำคาญ แต่รู้ว่าการหมุนเร่งมันไม่ได้ทำให้เวลาเดินเร็วขึ้นเขาจึงได้แค่รอ

ในวันที่ 6 เสียงเคาะประตูหนักๆดังขึ้นทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว บุลคลหน้าห้องคือใคร หรือว่าคนคนนั้นจะรู้ที่อยู่เขาแล้ว
แซคย่องช้าๆเคลื่อนไหวเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ จิกปลายเท้าเดินผ่านห้องนั่งเล่นมายังประตูเข้าห้องแล้วหรี่ตาลงส่องผ่านตาแมว

ใบหน้าของชายหนุ่มอันปรากฎขึ้นในเลนส์นูนจนบิดเบี้ยวเป็นคนที่เขารู้จักดีแม้คนคนนั้นจะแสดงอารมณ์ขุ่นมัวเห็นได้ชัดก็ตาม แซคเปิดประตูออกให้เจ้าของห้องเข้ามาแล้วรีบงับประตูปิดลงอีกครั้ง
ยังไม่ทันจะหมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้า มือใหญ่ของอีกฝ่ายก็กดหลังคอร่างเล็กกว่าไว้กับประตู แรงพอสมควรจนได้ยินเสียงกระแทกของศีรษะกับผิวไม้

สตีเวียกลับมาแล้วจริงๆ

แซคแยกเขี้ยวน้อยๆ ความเจ็บครั้งนี้ไม่ทำให้เขาสะเทือน ถึงแม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกับที่เพิ่งประสบมาเขากลับไม่กลัว เพราะมันเป็นความรุนแรงอันแสนจะคุ้นเคยจากพี่ชายต่างแม่

“เปลี่ยนรหัสทำไม”

“กลัวคนเข้ามา”

“เรื่องแย่ขนาดนั้น?”

เด็กหนุ่มทำได้แค่พยักหน้า พี่ชายหัวเราะหึในลำคอ มือที่กำรอบบีบแน่นขึ้นเล็กน้อยแล้วร่างบางจึงถูกเหวี่ยงลงไปกองบนโซฟา

ถ้านี่คือสิ่งที่เขาต้องจ่ายเขาก็จะจ่ายมัน

เขารู้ว่าพี่ชายไม่ได้ชอบเขา ในบางครั้งแซคคิดว่าสตีเวียอาจจะไม่ได้ชอบความสัมพันธ์ทางกายด้วยซ้ำ หากที่ทำนั้นเพราะเขารู้ว่าแซคไม่ชอบมัน แน่นอนว่าสตีเวียชอบตรงนี้

เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง มันคือการสู้รบปะทะคารมและต่อรองที่แท้จริง พวกเขารู้สึกดีกับการห้ำหั่นทางวาจาและจิตใจกันมากกว่าความรู้สึกทางกายเสียอีก


 

กับน้องชายผู้ไม่เคยปริปากบ่นต่อเงื่อนไขข้อแม้ใดๆที่เขาสร้าง กลับหาเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายทุกวิถีทางจนกว่าจะสำเร็จ เขาจึงชอบรอดูสิ่งที่แซคจะทำต่อไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ปลายทางทุกครั้ง กระหายอยากการตั้งเขาวงกตใหม่เพื่อดูว่าน้องชายจะหาทางออกอย่างไร
ตัวเขาเองคือผู้’กำหนด’ให้แซคใช้ชีวิตเช่นนี้

แซคคารินเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมที่เขาคอยฟูมฟัก ปั้นเสริมเติมแต่งมาตลอดชีวิต
ทว่าตอนนี้ท่าทางว่าน้องชายที่รักจะมีตำหนิเสียแล้ว

“ขอโทษที ฉันช่วยไม่ได้หรอก”

เขาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

การต่อกรทั้งสองฝ่ายมันเกินกำลังไปสักหน่อย ดูจากสถานการณ์แล้วอย่างไรก็ไม่รอดเห็นๆ แล้วทำไมต้องปล่อยเรื่องยืดเยื้ออยู่เช่นนั้นด้วยเล่า

เดิมทีเขาก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ที่เขารอคอยคือแซคคารินจะให้เขาช่วยแลกกับสิ่งไหน แต่ในเมื่อไม่สามารถรับผลประโยชน์ใดสตีเวียก็หมดความสนใจโดยสิ้นเชิง
แถมเขากำลังจะถูกลากไปติดร่างแหด้วย เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด

เหมือนเนื้อร้าย อะไรเน่าเสียก็ต้องรีบตัดมันออกไป

“มอบตัวซะแซค”

ดวงตาสีฟ้าอ่อนเบิ่งกว้างอีกครั้ง ในแก้วตานั้นมีความประหลาดใจ ความตื่นตระหนก และความกลัว

“จริงๆเหรอ จะให้ผมมอบตัวเนี่ยนะ”

ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความดึงดัน

“ไม่”

“แล้วจะทำยังไง”

“….ยังคิดไม่ออก”

“คิดมานานขนาดไหนแล้วล่ะ ถ้านานแบบนี้แล้วยังคิดไม่ออกก็เลิกคิดได้แล้ว”

“……”

“แซคคาริน…. มอบตัว”

“…..พี่”

ดวงตาสีอ่อนเริ่มแวววับ ขอบตาแดงเรื่อแต่ยังคงกักกลั้นเก็บน้ำใสๆไว้ข้างใน ริมฝีปากบางบนใบหน้าซีดขาวขบเข้าหากันช่างน่าสงสารน่าเอ็นดู ทว่ามันไม่มีผลกับสตีเวีย

ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย สิ่งที่สะท้อนออกมาจากนัยน์ตาสีเทามีแค่ความเย็นชา

“จะไปดีๆหรือต้องให้ฉันจัดการอีกคน”

“…..”

“ฉันถามแล้วนะ”

“…..”

ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

แซคคารินโกรธเพราะสตีเวียไม่สามารถช่วยเรื่องนี้ได้ เขารู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครนอกจากตัวเอง ไม่มีเหตุผลแต่เขาก็ยังโกรธจัด ภายในเขาแทบเดือดพล่านด้วยโทสะ

สตีเวียจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าน้องชาย เขาชอบเมื่อความหงุดหงิดความโกรธปรากฏให้เห็นพอๆกับขัดใจในความกระด้างกระเดื่องจากดวงตาสีฟ้าใส

มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย หมัดหนักๆพุ่งตรงไปข้างหน้าจังหวะเดียวกับการสวนเข้ามาของอีกคน ความรุนแรงต้องปะทะด้วยความรุนแรง ทั้งพี่ทั้งน้องใช้หลักการตาต่อตา ฟันต่อฟันอย่างเคร่งครัดยิ่งกว่ากฎหมายสากลเสียอีก

ทว่าการสู้ด้วยพลังทางกายกับสตีเวียก็เหมือนการล้มมวย

ในที่สุดผู้น้องโดนผู้พี่หิ้วคอไปยังสถานีตำรวจด้วยสภาพดูไม่จืดนัก
ริมฝีปากแตกติดสะเก็ดเลือดแห้งกรัง รอยม่วงเขียวคล้ำแต้มอยู่บนใบหน้าสวยหากเย็นชา ดวงตายังคงฉายแววแข็งกร้าว รอยฟกช้ำนั้นลามไปยังไหล่เห็นผ่านเสื้อหลุดลุ่ย ไม่ต้องเดาว่าใต้ร่มผ้ายังมีอีกเยอะ

“มอบตัวครับ”

คนเป็นพี่พูดขึ้นก่อนกับเจ้าหน้าที่ที่เห็นคนแรกโดยไม่ให้คนน้องมีสิทธิ์โต้แย้งอะไร มันอาจจะไม่สำคัญแล้วก็ได้ในขณะนี้

หลังกรอกเอกสารชายหนุ่มทิ้งเขาเอาไว้แล้วจากไปในเวลาไม่ถึงสิบนาที
ในสิ่งเลวร้ายทั้งหลายทั้งมวลที่สตีเวียทำหรือให้เขาทำมาเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่แซคเกลียดที่สุด
เด็กหนุ่มจดบัญชีแค้นลงหัวไว้ขณะถูกนำไปตามทางเดินแล้วยัดเข้าห้องห้องหนึ่งซึ้งหน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากหนังแอคชั่นสืบสวน

เวลาผ่านไปอีกสักพักประตูของห้องสอบสวนแสงสลัวจึงเปิดออก
ใบหน้าของผู้ประสงค์ร้ายที่เกือบเอาชีวิตเขาไปปรากฎขึ้นทำเอาเด็กหนุ่มแยกเขี้ยวขู่ฟ่อหูหางชี้ตั้ง ทั้งระแวง โกรธและกลัว

ฝ่ายนั้นชายตามองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วออกไป ชายหนุ่มอีกคนเดินสวนเข้ามาแทน เขานั่งลงบนเก้าอี้มองตรงมา

“เอาล่ะ เราจะเริ่มกันยังไงดี”

(Tbc.)

Advertisements

Saccharin; Steep

หลังจากการถูกตามติดเพราะเรื่องที่ไปผูกปมไว้จนถึงรั้วโรงเรียนมาได้1เดือน
แฮร์รี่ ดวน รุ่นพี่ของเขาที่เป็นหนึ่งในคนที่เห็นเงื่อนเอ่ยปากจะช่วย ดังนั้นหลังวันสอบวันสุดท้ายเขาถึงให้อีกฝ่ายย้อมผมและยืมเสื้อผ้า ตอนนี้เขาก็กำลังออกจากโรงเรียนในฐานะแฮร์รี่คนที่สอง

แฮร์รี่และเอ็ดเวิร์น พี่ชายของแฮร์รี่ส่งเขาหน้าสถานีรถไฟ ตัวเขาบอกลาแล้วไปยังสถานีขนส่ง จุดมุ่งหมายคือจุดจอดรถตู้โดยสารทางไกล ช่วงเวลาของการกลับบ้านเพราะปิดเทอมผู้คนมีมากพอจะทำให้เด็กคนหนึ่งดูไม่เป็นจุดสนใจ

ถึงจะบอกว่าจะไปหาพี่ชายก็เถอะนะ… แซคคารินนั่งรอคิวขึ้นรถในแถวของตัวเอง ถอนหายใจหน่อยๆแล้วเปิดข้อความในมือถือขึ้นมาดูข้อความ บทสนทนานั้นจบไปแล้ว แต่ตัวเขาไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้ทำ จะเล่นเกมก็ร้อนรนเกินไปจนไม่มีสมาธิ ไม่บ่อยนักที่เขาจะมีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง

หัวข้อของข้อความขึ้นชื่อ S bro ตามด้วยข้อความที่ตนเองส่งไป
[SOS deep shit.]

เป็นอันรู้กันว่า sos คือเรื่องด่วน ส่วน deep shit คือความซีเรียสของสถานการณ์ตอนนี้ และถึงมันจะบ่งบอกว่าด่วนมาก แต่กว่าสตีเวียจะตอบก็ปาเข้าไปครึ่งวันหลังจากข้อความถูกส่งไปแล้ว

[What have you done, little one?]

แน่นอนว่าคนทั่วไปมักจะถามสถานการณ์ แต่พวกเขาถามเพื่อช่วยเหลือ ส่วนสตีเวียจะถามเพื่อ’ประเมินราคา’

[Will tell you in person. wru?]

[Sorry, but bad timing. I’m not even in town. Feel free to use my place tho. I changed the code btw.]

[When are you coming back?]

[Especially needy today huh? Just How deep are you in?]

แซคถอนหายใจไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อได้รับข้อความนี้ พออ่านถึงตรงนี้เขาก็ต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ

…ให้ตายสิ…
เขารู้ว่าสตีเวียจะต้องช่วย แล้วก็รู้อีกเช่นกันว่าสตีเวียกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่

การประเมินครั้งนี้ราคาคงสูงน่าดู เขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องจ่าย แต่ไม่ว่าจะติดหนี้อย่างไรก็ต้องหามาคืนให้ได้ เพราะเขาดื้อดึงเกินกว่าจะยอมรับและสตีเวียก็ใจแข็งเกินกว่าจะยกยอดให้

[Pretty fucking deep, a-hole.]

[Can’t wait to be in yours.]
[The code is xxxx. I’ll be back next week, baby brother. Survive.]
[Ps. If anyone trash my place, I’ll kill you.]

แล้วหลังจากนั้นก็ไร้การตอบกลับ

พี่ชายที่แสนดีขู่ฆ่าเขาถ้าห้องของตัวเองจะโดนรื้อค้น แซคคิดว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริงถึงตอนนั้นเขาเองคงสิ้นใจด้วยน้ำมือคนอื่นไปก่อนแล้ว

เด็กหนุ่มก้าวเข้าอพาร์ทเม้นท์ย่านชานเมือง กดเลขชั้น เดินไปมองตามเลขห้องไปจนเจอหมายเลขที่ต้องการตามด้วยกดรหัสหน้าประตู เสียงเตือนแหลมเล็กของล็อคอัตโนมัติบ่งบอกว่ารหัสถูกต้อง

แซคโล่งใจขึ้นมาน้อยๆ ยังดีที่รหัสถูกต้อง ถ้าพี่ชายเขาจะเล่นเกมตั้งแต่ตอนนี้เขาคงร้อนใจแทบบ้าเข้าจริงๆ

ห้องของสตีเวียเป็นห้องใหญ่ สามห้องนอนสองห้องน้ำ ผนังกระจกใสสองด้านปิดไว้ด้วยมูลี่สีเงิน ภายในตกแต่งแบบโมเดิร์นด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นสีดำโทนสีเทาเข้ม ใช้วัสดุสมัยใหม่มีเหลี่ยมมุมชัดเจน ห้องนี้ดูเรียบเย็น แข็งกระด้าง ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าของสถานที่โดยแท้

ห้องครัวใหม่เอี่ยมมีเครื่องครัวไม่กี่ชิ้นซึ่งดูไม่ได้ผ่านการใช้งาน ตู้เย็นว่างเปล่า มีแค่น้ำดื่มแบบขวดกับเบียร์แช่ไว้เท่านั้น เด็กหนุ่มผู้มาเยือนถึงกับต้องกลอกตาอีกรอบก่อนจะถือวิสาสะหยิบขวดเบียร์ในตู้เย็นขึ้นมาเปิดแล้วเดินไปนั่งดื่มริมหน้าต่าง ขณะนี้เขาปลอดภัยแล้วชั่วคราวจึงปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อยเปื่อย

สำหรับครอบครัวของพวกเขา บิดาไม่สนิทสนมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเพราะการหย่าร้างตั้งแต่เขายังแทบไม่รู้เรื่องรู้ราว มารดาปล่อยปละละเลยไม่สนใจใยดีใดๆ เธอออกไปหาความสุขข้างนอกบ้านที่ไม่เป็นบ้าน แค่แซคคารินใช้ชีวิตผ่านไปได้วันๆโดยไม่ก่อเรื่องไม่ทำตัววุ่นวายก็เพียงพอสำหรับเธอ ในเมื่อบุคคลสำคัญสองคนไม่มีใครให้ความสำคัญ เขาจึงต้องหันไปหาครอบครัวคนสุดท้าย พี่ชายต่างแม่

แรกเริ่มสตีเวียมีท่าทีเหนื่อยหน่ายรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด ช่วงนั้นแซคคารินที่ยังไม่ประสาต้องการแค่ความอบอุ่นจึงตามตื๊อเกาะแข้งเกาะขาพี่ชาย แต่ในที่สุดสตีเวียดูจะคิดอะไรได้ เขาเริ่มเล่นเกมนี้กับแซคคารินและเล่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

เกมที่ว่าคือการทดสอบว่าแซคจะทำได้มากแค่ไหนเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แต่การคร่ำครวญให้อีกฝ่ายเมตตาไม่เคยมีผล แบบนั้นมันง่ายเกินไป ถ้าแซคเรียกร้องอะไรไปก็มั่นใจได้ว่าจะต้องจ่ายเพื่อสิ่งนั้น สตีเวียจะไม่ให้อะไรเขาโดยไม่ได้สิ่งตอบแทน ถ้าอยากให้ช่วยไปรับก็ต้องทำงานบ้านให้ ถ้าอยากให้สอนการบ้านแซคต้องไปซื้อบุหรี่ให้ ทุกอย่างมีข้อแม้และเงื่อนไข

ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก แซคคารินถูกสอนให้ทำเพื่อหวังผลและแลกเปลี่ยนตลอดเวลา

และแซคก็เป็นคนประเภทที่อยากได้ก็ต้องได้ เขารักความท้าทายเกลียดความพ่ายแพ้ เพื่อไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการถึงจะรังเกียจสิ่งที่ทำอยู่ทุกวินาที แต่ถ้ามันทำให้เขาถึงเป้าหมายได้เขาก็จะทำ

เขาเป็นเด็กฉลาดหัวไวที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว น้ำตาเหือดแห้งหายไป คำพูดออดอ้อนมีไว้ใช้กับคนที่ใช้ได้ การใช้กำลัง วิธีการสกปรกต่างๆนานา ทุกวิถีทางเพื่อสิ่งที่ตนกระหาย

มันเคยได้ผลดี เขาได้ทุกอย่างที่อยากได้ มีชีวิตที่มีสีสันด้วยกำลังของตนเอง มันทำให้เขาตื่นเต้น มีชีวิตชีวา วิธีนี้ไม่เคยเป็นปัญหาจนกระทั่งตกเป็นแพะรับบาปของกลุ่มมาเฟียท้องถิ่น

คิดถึงตรงนี้แซคคารินเคี้ยวฟันอย่างคับแค้นใจ

ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่กำลังเล่นด้วยคนนั้นเลือดเย็นพอที่จะใช้เขาเป็นนกต่อตัวตายตัวแทนที่จะโดนล่อซื้อคงไม่ต้องลำบากกับหนีตายเช่นนี้

แต่เขาก็รู้ รู้ตัวว่าการกระทำมีผลลัพธ์เช่นไร เขาเลือกที่จะข้องแวะกับคนพวกนั้น กับยา กับการเสพ ลามไปที่การขาย

เขาเต้นรำเหนือกองไฟแล้วก้าวพลาด ร่วงหล่นลงในเปลวเพลิงย่อมเจ็บปวดทุรนทุราย เรื่องนี้เขารู้ตั้งแต่ก้าวขึ้นไปบนเวทีแล้ว

รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำ

เขาไม่เสียใจ แต่เจ็บใจ

ทั้งกองกำลังบนดิน ใต้ดิน ตอนนี้ต้องการตัวเขาทั้งนั้น จะหลบไปได้นานแค่ไหน สตีเวียจะช่วยยังไง ถ้ารู้ว่าเขาพกของกลางมาที่ห้องแบบนี้อาจจะโมโหจนลงไม้ลงมือก็ได้ แต่ไม่มีทางเลือกนี่นา

…มีแต่ความคิดที่ชวนให้ทดท้อใจ…

แซคคารินตัดสินใจเลิกคิดถาวร

ถึงสมองคนจะบังคับได้ยากแต่เขามีวิธีหยุดมันได้อย่างง่ายดายด้วยความช่วยเหลือจากเม็ดยาเล็กๆพวกนี้ เด็กหนุ่มเปิดกระเป๋าถือแล้วหยิบเม็ดหนึ่งโยนเข้าปาก หงายหลังทิ้งตัวลงบนเตียง หลังตื่นเขาจะไปซื้ออาหารสดสำหรับหนึ่งสัปดาห์ที่ตลาดไม่ห่างจากที่นี่นัก อยู่นิ่งๆกับที่มันน่าเบื่อ หากเป็นเรื่องช่วยไม่ได้

ไม่นานนักดวงตาสีฟ้าใสก็เบิ่งค้าง ในแก้วตาไม่สะท้อนสิ่งใด เขากำลังล่องลอยไปในที่ไกลแสนไกลไร้ซึ่งเรื่องเลวร้ายไร้ซึ่งความกังวล

(Tbc.)

Aarash; Mad Man

การมีชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา
บางอย่างที่เล็กน้อย เราปล่อยมันผ่านไปโดยไม่ใส่ใจ
บางอย่างเกิดขึ้นตามเงื่อนไข หรือตามการคาดการณ์ว่าจะเกิด ตามกำหนดการ และต้องยอมรับไม่ว่าจะด้วยรอยยิ้มหรือน้ำตา
บางอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เปลี่ยนเราไปตลอดกาล

วันนี้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง
ช่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ธรรมดาเอาเสียเลยด้วยความที่มันเป็นเรื่องของ’เขา’

ความสดใสร่าเริงดูจริงใจกว่าตลอดเป็นมา
กลิ่นของบุคคลปริศนาบนตัวเพื่อนทั้งสอง
การจับมือในที่ลับตา หรือในที่ที่พวกเขาคิดว่าลับตาคน

ทุกการเปลี่ยนแปลงเล็กๆสะสมพอกพูนจนกลายเป็นสัญญาณชัดเจนราวกับป้ายสีแดงขนาดใหญ่ ในจินตนาการป้ายนั้นมีสีแดงขอบขาวเขียนคำว่าหยุดตัวโตๆตรงกลาง แผ่นเหล็กนั่นหันหน้ามาทางผมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

เมื่อเริ่มเกิดความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นผมคาดการณ์ว่าตัวเองจะรู้สึกริษยาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้ง ไฟสีเขียวร้อนแรงดั่งเพลิงนรกจะต้องกลืนกินจนผมแทบมอดไหม้ หัวใจจะต้องเจ็บปวดจนอยากฉีกกระชากดึงมันออกจากร่างแล้วโยนทิ้งไป ถ้านึกถึงอะไรที่บรรยายถึงความรู้สึกของการถูกทรมาณทั้งเป็นได้ดีกว่านี้ผมคงใช้สิ่งนั้น

แต่ความเย็นวาบเหมือนถูกแท่งเหล็กปักเข้ามากลางอกเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที หลังจากนั้นผมกลับไม่รู้สึกอะไรอีก
ส่วนที่น่าแปลกใจคือผมกลับไม่ประหลาดใจกับความรู้สึกเจ็บปวดเพียงชั่วคราวที่เกิดขึ้นเลย

อาจจะเป็นเหมือนยาพิษออกฤทธิ์กัดกร่อนทำลายทีละน้อยอย่างเชื่องช้า
ผมอาจจะมานั่งคร่ำครวญโศกเศร้าโศกาในภายหลัง ทว่าสิ่งเดียวที่คิดได้ในขณะนั้นคือ

…อา… มันก็แค่นี้เองสินะ…

หรือแท้จริงแล้วผมชอบการเก็บดอกกุหลาบไว้ชื่นชมเพียงผู้เดียว
แม้ว่ามันเป็นดอกกุหลาบที่มีไว้เพื่อผู้อื่นก็ตาม
อาราชเด็ดดอกบานสีแดง ย้อมมือตนเองเป็นสีเดียวกันเพียงเพื่อจะทิ้งมันกองไว้กับพื้นปูทาง เหยียบย่ำถนนแห่งขวากหนาม ลากขาสีเลือดก้าวไปข้างหน้า

การเดินผ่านป้ายบอกทางห้ามไปต่อนั้นง่ายขึ้นไปทุกที
ผมคิด ไม่สิ ผมหวัง ว่าจะได้เห็นคำว่าหยุดในทุกเส้นทางที่เลือกเดิน

“What are you thinking?”
เด็กหนุ่มผมหยักโศกตัดสั้นเอนตัวลงไปซบตักของร่างสูงออดอ้อน

“You know… The usual.”

“The usual huh…”

ดวงตาสีฟ้าซีดของใบหน้าบนตักนั้นมีความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเหนื่อยหน่าย ขบขัน ไม่เข้าใจ หากสิ่งที่ทำให้ผมสงบคือความว่างเปล่า ณ ก้นบึ้งของลูกตาคู่นั้น

เขาไม่เคยตัดสินผมหรือเรียกได้ว่าไม่ตัดสินอะไรก็ตาม เขาอยู่เพื่อเติมเต็มความต้องการและความสนุกสนานของตนเองเท่านั้น

แซคคารินผู้ว่างเปล่า
แซคคารินผู้บ้าคลั่ง
เขาคงไม่รู้ว่าตัวตนแท้จริงของเขาคืออะไรและคงไม่สนใจจะคิดเรื่องนั้นให้ปวดหัว

ผมชอบเขาที่เป็นเช่นนี้
แต่บางครั้งผมก็อิจฉาเขาเหลือเกิน
คุณคงเห็นว่าผมพูดคำนี้บ่อย ใช่ ผมเป็นคนขี้อิจฉา

และคนที่บ้าคลั่งน่าจะเป็นผมเอง
คนบ้าผู้ทำแบบเดิมตลอดมาด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถคิดถึงทางเลือกอื่นได้ ฝืนธรรมชาติหยุดเวลาด้วยการเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่มีจุดจบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักหลาบจำ

“So what do you want?”

เสียงนุ่มกล่าวถามอีกครั้ง คำถามเดียวคำถามเดิมที่แซคเอ่ยถามและผมไม่เคยตอบได้ ผมมั่นใจว่าเขาพูดออกมาด้วยเหตุผลนั้น เพราะเขารู้ รู้มากกว่าผมเสมอมา

ผมอาจจะเป็นแค่คนโง่
ผลการเรียนดีเยี่ยม ความรู้รอบตัวอันกว้างขวางไม่สามารถบอกผมได้เลยว่าตนเองต้องการอะไร

“You know that I don’t know.”

คนตรงหน้าหัวเราะออกมาอย่างสดใส เขาชอบเล่นกับความรู้สึก แซคคารินโหดร้ายพอจะใช้ผมเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ส่วนตัวผมก็ยังคงใช้มือโชกเลือดหยิบยื่นกุหลาบให้ เพราะอย่างน้อยความสับสน ความเจ็บปวดของผมจะทำให้เขาพอใจ

นอกจากการพยายามจะหยุดเวลา ผมก็ยังหยุดตัวตนไว้ที่เดิม
ไม่ว่าจะเป็นคนวิปลาส หรือคนเขลา อาราชก็ไม่เคยรู้อะไรเอาเสียเลย

(tbc,)

AARSHKDR ig post:

(Forgetting one by one, bury the memories about you like it was a common dream, it’s alright.
Again, I smile unnaturally.)
It’s just whenever your scent brushes me, I’m dying.

(Don’t think, don’t miss, shall I erase you like this today?
Laughing and all as if I’ve forgotten you, stay up all night with the unfamiliar faces.
It’s a lie, It’s a truth, I got confused hundreds of times a day.)
Should I meet someone new, looking for one here and there madly?

(Now it’s the end, it’s alright, I talk about you as if it’s nothing.)
I wish you were beside me right now, with those two pretty eyes (that let me go.)
If you could just be happy and all safe, (that’s all I want, it’s okay.)

Aarash; Petrichor

‘The things you can’t or don’t want to say out loud, maybe writing them down would help.’

เพราะพวกเขาว่ามาอย่างนั้น ผมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้

ในมุมหนึ่งของห้องทดลองสีขาวสว่าง ภายในตกแต่งอย่างทันสมัยด้วยสีแบบโมโนโทนหนักไปทางเทา ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดผนัง วิวทิวทัศน์ข้างหน้าคือแมกไม้ร่มรื่น ทั้งต้นไม้ยืนต้นสูงใหญ่ไม้เลื้อยไม้คลุมดินกระจายตัวเต็มพื้นที่อย่างหาได้ยากในตัวเมือง สถานที่แห่งนี้ถูกจัดแต่งเป็นอย่างดี มันสมบูรณ์แบบจนผิดปกติ สมบูรณ์แบบเพราะเป็นของสังเคราะห์

วันนี้บานหน้าต่างถูกแง้มออกเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ภายนอก ร่างสูงในชุดลำลองเนื้อผ้ายืดขายาวแขนยาวนั่งเหยียดขาอยู่บนชุดเก้าอี้ติดผนังกระจกใส ผมสีดำปนทองปล่อยยาวสยายถูกปัดไปด้านหลังเมื่อเจ้าตัวก้มลงขีดเขียนลงบนสมุดตรงหน้า

แปะ…

แปะ แปะ แปะ

เสียงที่เริ่มต้นขึ้นอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินค่อยๆดังชัดขึ้นเรื่อยๆจากการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝนแรกหลังจากฤดูร้อนกระทบผิวดินแห้งผากดึงฝุ่นให้ฟุ้งขึ้นมา สร้างกลิ่นเฉพาะตัวที่ใครก็คงไม่สามารถบอกเป็นอื่นไปได้ กลิ่นที่ทำให้อาราชต้องย่นจมูกเกือบทุกครั้ง

เขาไม่ชอบฝนเอาเสียเลย

ดวงตาสีน้ำตาลแดงเหลือบมองภายนอกครู่เดียวแล้วกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำอยู่ต่อ


 

หัวข้อวันนี้: เพื่อน

เพื่อนคนหนึ่งที่ผมรู้จักมานาน และถึงจะรู้จักกันมานานพวกเราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

….ไม่สิ ไม่มีความจำเป็นสำหรับอารัมภบท…. 
อาราชเว้นบรรทัดลงมา แล้วเขียนต่อช้าๆ

ผมไม่ชอบให้แฮร์รี่รู้เรื่องของตัวเองเท่าไหร่นัก และเขาเองก็เช่นกัน

สำหรับผม เหตุผลคือเพราะรู้ว่าเขาจะต้องกังวล เลยเก็บเรื่องนั้นเอาไว้เอง แม้จะรู้ว่าการกระทำนี้จะทำให้เขากังวลใจพอกันถ้ารู้เข้า และในความกังวลนั้นจะมีความโกรธผสมอยู่

ทำให้คิดถึงเหตุการณ์หลายๆอย่าง
เช่นในวันนั้น หนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมปฏิเสธแฮร์รี่ หรือจะเป็นตอนผมทะเลาะกับคนแบบเดียวกับเขา หรืออีกมายมายหลายครั้ง
เขามีท่าทีผิดปกติไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงให้ผม ‘บอกกล่าว’ เรื่องที่ผมไม่อยากจะบอกกล่าว

“…เรื่องแบบนี้…บอกกันบ้างก็ดีนะ”

เขาชอบพูดว่าเขาเข้าใจ แน่นอน ผมเชื่อว่าเขาเข้าใจดี
ทว่าผมก็…. หงุดหงิดที่เขา’เข้าใจ’เหลือเกิน คำที่เขาพูดด้วยแววตาอธิบายไม่ได้ ที่แน่ๆคือมันไม่ใช่ความเข้าใจ

จนแล้วจนรอด ผมก็ทั้งชอบและทั้งชังแฮร์รี่แสนรู้ดีคนนั้น

ส่วนคำตอบของผมน่ะหรือ
“ขอโทษที ถ้าว่าอย่างนั้นคราวหน้าจะบอกนะ ผมรู้ว่าแฮร์รี่เข้าใจอยู่แล้ว”
— ทำไมผมต้องบอก — ไม่เข้าใจหรือว่าไม่อยากให้รู้ — ประโยคเหล่านี้ ผมไม่ได้กล่าวออกไป

โกหกคำโต ใช่ ผมพูดปดนับครั้งไม่ถ้วนต่อหน้าเขา ข้อความเหล่านี้ออกจากปากพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่าจนผมสงสัยว่าแฮร์รี่ผู้แสนจะชาญฉลาดไม่สังเกตเรื่องนี้ได้อย่างไร หรือเขารู้และไม่อยากเอ่ยถึง ถ้าผมเล่นละครเก่ง เขาก็เก่งที่ตามทัน

ผมหลีกเลี่ยงที่จะบอก เขาหลีกเลี่ยงที่จะพูด
ถ้าผมก้าวเข้าไป เขาจะถอยออกมา
ถ้าผมให้ ก็วางใจได้ว่าเขาจะปฏิเสธ

พวกเราหยุด ก่อนที่จะเริ่ม

เราทั้งสองคนเหมือนกันมากเกินไป
เหมือนแม่เหล็ก แต่กลับเป็นขั้วเดียวกัน
แรงผลักจึงทำให้มีช่องว่าง ใกล้ได้เพียงแค่นั้นก่อนถูกแรงต้านดันออก

กล่าวกันตามจริงแล้วมันไม่ได้เลวร้าย กลับดีเสียอีก
เพราะรู้ดีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพราะรู้ดีว่าทำอะไรก็จะไม่ได้รับการตอบรับจึงทำได้อย่างสบายใจ

อาจจะฟังดูย้อนแย้งและน่าสับสน
ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจ ว่าจะให้คนที่ไม่ต้องการไปทำไมมากมาย

‘อาราช… ถ้าเขาไม่รับ… นายก็ควรจะหยุดสิ’

ผมจินตนาการภาพแฮร์รี่พูดประโยคนี้ได้แจ่มชัดเหมือนมันเกิดขึ้นจริง
ช่างน่าขบขันเสียจนต้องยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างอภิรมย์

คนเฝ้าสังเกตอยู่คงคิดว่าผมเป็นบ้าไปแล้วที่มานั่งยิ้มอยู่ตรงนี้คนเดียว
อาราชเงยหน้าขึ้นหันไปด้านหลัง ยังคงไม่มีใครมา เขาคนนั้นก็ยังไม่มา
เด็กหนุ่มทิ้งปากกาลงหักข้อนิ้วแล้วจับขึ้นมาเขียนต่อ

การให้ สำหรับผมแล้วคือความเคยชิน ผมไม่เคยคาดหวังอะไรกับสิ่งที่ทำไป
ผมถูกสอนให้ปฏิบัติแบบนั้นกับพวกเขาตลอดมา เพราะทุกคนจะรู้สึกดีกับผู้ให้ใช่ไหม

แต่ถ้าพูดอย่างสัตย์จริง ผมชอบให้เขาเป็นพิเศษแม้จะไม่แน่ใจว่าเพราะสิ่งใด
ผมคิดไปเองว่าเป็นเพราะเขาคล้ายคลึงกับผม

“….เราจะยังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม…?”

แฮร์รี่กล่าว น้ำเสียงนั้นผมไม่สามารถอ่านความรู้สึกได้ด้วยกำลังประมวลความคิดของตนอยู่
หากส่วนลึกในตัวผมกลับสรุปว่านี่คือคำขอร้อง
อย่างไรก็ตาม ผมตอบเขาด้วยรอยยิ้มเหมือนทุกครั้ง

“แฮร์รี่อยากให้เป็นอะไรผมก็เป็นให้ได้ทั้งหมดนั่นแหละครับ”

— ทำไมถึงคิดว่าจะผมอยากเป็นมากกว่าเพื่อนล่ะ — ไม่ พอกันที — คำพูดเหล่านี้ผมไม่ได้กล่าวออกไป มันดูฝืนมากเกินไป ต้องคำตอบแรกสิถึงจะสมกับเป็น ‘อาราช’

น่าอึดอัดชะมัด…. หน้ากากที่สวมอยู่ตลอดเวลา สวมจนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมขาดมันไปไม่ได้ ผมที่ไม่มีหน้ากากนี้จะไม่ใช่ตัวผมอีกต่อไป
ผมปล่อยให้ความสัมพันธ์เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน แล้วอะไรคือสิ่งที่พาผมมานั่งเขียนสมุดที่เลิกเขียนไปสองปีได้…

จริงสิ เพราะวันนี้แฮร์รี่ห้องไห้

ใช่ แฮร์รี่ ดวนคนนั้นร้องไห้

เป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออย่างที่สุด
ไม่สิ ทุกคนร้องไห้
เรื่องเหนือกว่าความคาดหมายคือ เขาร้องไห้ให้คนอื่น — ผม — เห็น

ในขณะนั้นหน้ากากที่ผมสวมมานานเกือบจะหลุดออกมา
ความรู้สึกของผมชัดเจน ชัดเสียจนรังเกียจตัวเอง

ผมกำลังอิจฉา

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแฮร์รี่ร้องไห้เพราะอะไร ผมไม่ได้สนใจว่าเขาเจ็บปวดเพราะสิ่งใด แต่ใจนั้นริษยาอะไรบางอย่างหรือใครบางคน ต้นเหตุที่ทำให้แฮร์รี่ร้องไห้ได้เหลือเกิน

ความรู้สึกที่น่ารังเกียจนี้ทำให้ต้องพิจารณาตัวเองเสียใหม่
หรือว่าหนามกุหลาบที่ถือมานานจะออกฤทธิ์ในที่สุด

ในเวลาเช่นนี้ ‘อาราช’ จะทำอะไร
คำตอบช่างง่ายดาย ‘อาราช’ จะปลอบแฮร์รี่อย่างเพื่อนที่ดี ส่วนความคิดก่อนหน้าไม่ใช่ความจริงที่เขาต้องการ
ผมจึงทำเช่นนั้น ทำอย่างที่อาราช คาดาร์ควรทำ


 

“อาราช”

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่เต็มจนแทบถึงหน้าสุดท้ายนั่น ทั้งนิ้วและสันมือเปรอะเปื้อนไปด้วยหมึกจากการลากถู เขียนประโยคแล้วประโยคเล่าหลั่งไหลออกมาจากสมองก่อนหยดสีหมึกก่อนหน้าจะทันเหือดหายเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหลายไปกับตัวหนังสือ

“เขียนอะไรอยู่”

อาราชไม่ชอบฝนเอาเสียเลย
แต่ในขณะนี้เสียงฝนกระหน่ำจนฟ้ามืดกลับทำให้ใจสงบลงอย่างง่ายดาย
กลิ่นของพายุทั้งคุ้นเคย ทั้งน่าหวาดหวั่น

เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆให้ชายตรงหน้า คนที่มีส่วนคล้ายคลึงกับคนในห้วงความคิดเหลือเกิน
“ไม่มีอะไรหรอกเอ็ดเวิร์น”

(tbc,)

Nerina; Va a nevar

ตำนานของนักรบผู้โด่งดังมักจะปะปนไปด้วยหลากหลายอารมณ์ ไม่เปี่ยมสุขเหมือนเรื่องราวของเจ้าหญิงเจ้าชายนายเหนือหัวที่พวกเขาต้องปกปักษ์รับใช้ไม่ให้ภัยอันตรายใดๆกล้ำกราย เรื่องราวของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ ความกตัญญู ความกล้าหาญ บ้างครั้งเศร้าสร้อยราวกับโศกนาฏกรรม ทั้งการทรยศหักหลัง การล้างแค้น แต่ทุกเรื่องราวมักยิ่งใหญ่จนยากที่จะลืมเลือน

ตระกูลเนวาร์ไม่ใช่ทั้งนักรบแสนเกรียงไกรหรือนักรบสุดโศกา ชื่อเสียงของพวกเขาเรียบง่าย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสายเลือดนักรบชั้นยอดที่แยกออกมาจากตระกูลหลัก หนึ่งในสามราชันย์แวมไพร์ เซปาร์

ข้อเท็จจริงคือเนวาร์เป็นหนึ่งในวงศ์ศาคณาญาติที่แม้จะมีความผูกพันธ์ทางสายเลือดใกล้ชิดกับนักรบที่แข่งแกร่งที่สุดอย่างเซปาร์ แต่พวกเขากลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

พวกเขามีร่างค้างคาวสีขาวที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน ถึงความเป็นราชันย์ที่ไม่เข้มข้นเท่าทำให้มีขนาดเล็กกว่า พละกำลังน้อยกว่า แต่ความสามารถที่แท้จริงของเนวาร์คือการเปลี่ยนร่างกายเป็นอาวุธ พวกเขาโลดแล่นด้วยร่างกึ่งมนุษย์กึ่งศาตรารบรูปลักษณ์เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเป็นที่แปลกตาให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก และดั่งเช่นอาวุธ พวกเขาย่อมแตกหัก เสียหาย และสูญสลาย สิ้นไขอายุการใช้งาน

เมื่อตายร่างกายของพวกเขาจะจับตัวแข็งแปรสภาพกลายเป็นเพชรเนื้อใส เมื่อกระบวนการนั้นอัดตัวแน่นจนถึงขีดสุดแล้วก้อนคริสตัลที่เคยเป็นอดีตสิ่งมีชีวิตนั้นจะระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำให้สมรภูมิคาวเลือดนั้นเปล่งประกายระยิบระยับ เศษเพชรขนาดใหญ่ร่วงหล่นโปรยปรายสะท้อนแสงลงมาจากฟ้า ดูสวยงามและน่าหวาดหวั่นราวกับหิมะผิดกาลเวลาในฤดูร้อน

กล่าวกันว่าเพชรหายากจากสนามรบ หรือซากศพของชาวเนวาร์นั้นเป็นของสะสมมีมูลค่าสูงมากทีเดียว

เทียบกับเซปาร์ที่นิยมมีบุตรจำนวนมากแล้วเนวาร์มีผู้สิบเชื้อสายน้อยกว่ามากด้วยสาเหตุที่ไม่เคยเปิดเผยให้คนภายนอกรู้
สิ่งนั้นที่ทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะเพิ่มชีวิตใหม่ให้กับนามท้ายของตนคือความบ้าคลั่ง ความกระหายเลือดที่ไม่สามารถระบายออกได้ทางใดนอกจากการต่อสู้
พวกเขาเหมือนถูกสาปให้ใช้ชีวิตด้วยการปลิดชีวิต สูบกินเลือดเนื้อของศัตรูต่างอากาศหายใจจนกว่าจะสิ้นชีวาไป

นานมาแล้วมีเรื่องเล่าของเนวาร์ที่แสนจะอ่อนโยน ท่านลุงวลาดผู้ปฏิเสธความรุนแรงไม่ว่าจะกรณีใดๆ
เขาปฏิเสธการเป็นอาวุธเพื่อคร่าชีวิตผู้ใด วลาดละทิ้งการฝึกซ้อมเพื่อต่อสู้ตั้งแต่เยาว์วัย ไม่ยอมแม้แต่จะจับมีดดาบหรือแปลงกาย และในท้ายที่สุดเขาก็เสียสติจากการฝืนสัญชาติญาณ เมื่อกลายเป็นบุคคลวิกลจริตร่างทั้งร่างจึงแปรเปลี่ยนเป็นเพชรในยามคลุ้มคลั่ง ที่น่าแปลกใจคือเขาไม่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆเหมือนบรรพชน วลาดยังคงอยู่ในสภาพของก้อนเพชรรูปมนุษย์กึ่งค้างคาวยักษ์ ณ ใจกลางห้องโถงคฤหาสน์หลังงามที่อยู่อาศัยของเนวาร์เพื่อเตือนใจ

ถ้าไม่สู้ พวกเขาจะตาย

สิ่งนี้ถูกตอกย้ำซ้ำลงในใจของเนวาร์ทุกคนทุกครั้งที่เดินผ่านประติมากรรมท่านลุงวิปลาส
แม้ในสถานการณ์บ้านเมืองที่สงบสุข ตระกูลเนวาร์ก็ยังคงเข้มงวดกวดขันเรื่องจากซักซ้อมฝึกปรือวิชาและความสามารถของตนให้โดดเด่นที่สุด
เนรีนาก็เช่นกัน เด็กน้อยผู้เป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลอ่อนโยนจนน่ากังวล เด็กชายเคยร้องไห้ที่ต้องฝึกทำเรื่องโหดร้าย เด็กหนุ่มไม่เคยต้องการทำร้ายใคร แต่เขาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ มิหนำซ้ำความกระหายรุนแรงที่ไร้ทางออกนี้กลับดับลงเมื่อได้ลิ้มรสเลือด ดื่มกินน้ำหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตอื่นหรือแม้แต่เลือดแวมไพร์ด้วยกันเองก็ตาม
เนรีนาอึดอัดกับสิ่งที่เป็น สิ่งที่ต้องทำ และเรื่องราวในอนาคต แต่เมื่อเกิดเป็นเนวาร์แล้ว แวมไพร์ชนชั้นสูงเฉกเช่นเขามีหน้าที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไม่ต่างกับมนุษย์เดินดินแสนต่ำต้อย ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ต่างกันเลย

“ไม่สู้ก็ตาย แต่ถึงสู้ก็ตายเหมือนกัน”
“อะไรนะครับหัวหน้า”
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทขลิบขอบเงินแต่งเพียงเล็กน้อยตบบ่านายทหารชั้นผู้น้อยเบาๆแล้วผละออกไปยืนที่ขอบภูผาสูง ผมสีเงินยวงถูกถักเป็นเปียเดี่ยวยาวลงมาตามแนวคอจรดกลางหลัง เหรียญตราสรรเสริญเกียรติยศจำนวนหนึ่งบนอกสะท้อนแสงอาทิตย์จากท้องฟ้าเป็นประกาย ตราค้างคาวประจำตระกูลดุนนูนบนเสื้อเกราะพาดกลางอก

‘va a nevar’

เขาจับจ้องลงไปยังผืนดินเปรอะโลหิตเบื้องล่างด้วยแก้วตาสีทองส่องสว่างราวกับเพชรน้ำหนึ่ง ราวกับความบ้าคลั่งที่กลั่นตัวจนเป็นก้อนเช่นเดียวกับวลาดผู้อ่อนโยน

เวลาผ่านไป200ปี บัดนี้เนรีนาเติบใหญ่เป็นหนึ่งในฝ่ายบริหารรุ่นเยาว์ของฝ่ายกลาโหมภายใต้การปกครองของยุคสมัยเซปาร์ กล่าวได้ว่ากำลังรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน ถ้าเปรียบกับดอกไม้ไฟก็เป็นช่วงเวลาที่กำลังพุ่งขึ้นไปบนฟากฟ้าอันมืดมิด เตรียมจะระเบิดความงดงามหลากสีสันออกมาให้ผู้คนได้ชื่นชม ทว่าเขากลับไม่เคยที่จะพอใจเลยแม้แต่วันเดียว การไต่เต้าขึ้นมาจะมีประโยชน์อะไรถ้าอำนาจที่มีไม่สามารถใช้ให้ได้ผลตามที่ใจปรารถนา การบาดหมางกับเบลิเอลผู้บังคับบัญชาไม่อาจส่งผลดีใดๆ เขาควรจะรู้ตัวให้เร็วกว่านี้หรือทำเรื่องที่แนบเนียนกว่านี้

“ท่านเนรีนา คำสั่งล่ะครับ”
“…. ส่งคนลงไปเพิ่มทิศตะวันออก ตีวงเข้ามา เรากับหน่วย1จะไปดักทางด้านตะวันตก”

‘พวกเรารบกับคนที่ไม่ได้เกลียด เพื่อปกป้องคนที่เราไม่ได้รัก’

เนรีนาหันหลังกลับมามองเหล่าทหารกล้าในหน่วงของตนด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว ทำมือเป็นสัญลักษณ์เพื่อส่งสัญญาณให้เริ่มเคลื่อนที่ ตัวเขาทิ้งร่างลงไปด้านหลังดิ่งลงจากยอดผา มองกลุ่มเด็กหนุ่มสาวกระโจนตามมาและกลายร่างเป็นฝูงค้างคาวปีศาจโดยมีเขา ค้างคาวเผือกที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านเป็นผู้นำ

เหมือนทุกครั้งที่ออกศึก ความตายหน่วยที่1สยายปีกกางออกเต็มผืนฟ้าที่สดใสท้าทายมัจจุราชสีขาว อีกแค่ไม่กี่ชั่วยามทุกอย่างจะจบลงไปพร้อมกับคราบเลือดที่ไม่อาจล้างจากมือเขาได้ เลือดของผู้บริสุทธิ์ทาทับจนดำคล้ำไม่เห็นสีเดิม กลายเป็นตัวตนใหม่ เป็นคำแทนของสีนิล ของคำว่าเนรีนา

July on fire

  • ได้ไปดู Toruk ของ Cirque du Soleil แล้วววว ประทับใจเหมือนเดิท แสงสีเสียงอลังการที่สุดในทุกเวที แต่จริงๆก็ชอบเวทีที่มีเพอฟอร์มมากกว่านี้ แต่ก็ดีอยู่ดี มาอีกเถอะ อยากดูOมากๆ
  • ยุ่งเรื่องงานโชว์
  • ปั่นงานถ่ายวิดิโอโปรโมท
  • ตลาดญี่ปุ่นเปิดที่นิฮงมาชิทองหล่อ เนื้อวากิวดีมากราคาถูกใช้ได้ สวรรค์มันอยู่ในปากนี่เอง
  • Val มาเที่ยวไทยอีกแล้ว นางอกหักมา เลยซื้อเนื้อมานั่งกินกัน อาหารจะเยียวยาทุกสิ่งเอง
  • ไปเล่นสามเหลี่ยมมาเพราะริกชวน เป็นมูเซอไววอลที่ดุเด็ดเผ็ดมันโคตรๆ ขอไว้อาลัยให้ความติดมือถือที่สุดในชีวิตของตัวเอง ติดแบบแทบไม่ได้โงหัวขึ้นจากจอ เป็นเกมที่เครียดเหลือเกิน สนุกในความเครียดนี้แบบงงๆ เล่นมา10วันสตอรี่แน่นเหมือนเล่น10ปี สุดท้ายก็แพ้นะแต่แบบ มันได้! /ตบเข่าฉาด
  • ได้คอสโจลีนแล้ว! จากตอนแรกคอสเดี่ยวก็มีแอนนาซุยมา แล้วก็มีแอร์เมส มีฟูไฟเตอร์ ตกเวเทอร์รีพอร์ตมาได้อีก ครบทีมพอดี สวดยวดไปเลย ขอบคุณพลังเซลล์แมนและมิตรภาพแห่งกล้าม 55555555555 ดีใจมากๆที่ได้คอสโจโจ้ หลังจากดองวิกเพราะหาผ้าไม่เจอมาเนิ่นนาน
  • หมดอีกแล้ว เป็นเดือนที่ไปไวมากเพราะก็ยุ่งโคตรๆจริงๆ

#50FactsAboutMyEating but more

ไปเจอแท็กนี้มาจากในทวิตเตอร์เลยทำขำๆ ไปๆมาๆทำหมด50ข้อแล้วมันน่าจะยังเขียนได้อีก ก็เอามาเขียนบล็อกซะเลย จะเล่าให้หมดเปลือกเรื่องกินวันนี้กะหฟ.

  1. ด้วยความเป็นฟู้ดดี้ กินไม่เลือก ถ้าเป็นของใหม่เพิ่งได้ลองครั้งแรกจะไม่เลือกประเภท ไม่เลือกชาติพันธุ์ ไม่เลือกใดๆเลย
  2. มีของประเภทที่ไม่ชอบ กินได้แต่พยายามเลี่ยงอยู่ เช่นไม่ชอบของทอดdeep fryเท่าไหร่ ไม่ชอบของกินร่วนๆเท็กซ์เจอร์ฟองน้ำแบบชมพู่ แตงโม ไม่ชอบเผือก ถั่ว กะทิ หมดละ ที่กินไม่ไหวเลยจริงๆคือของมันๆ ครีมมี่
  3. ต่อจากข้อบน กินของมันๆแล้วจะรู้สึกอยากขย้อนของเก่า หนืดติดปากมาก มีวันที่วิ่งไปกอดคอห่านเพราะวิปครีม ฟัวกราอินได้แค่ช้อนเดียวต่อมื้อและขอบคุณที่เนื้อหินอ่อนราคาแพงดีเกินลิ้นไปหน่อย 55555
  4. ชอบกินผัก แต่ก็ชอบเนื้อมากๆเหมือนกัน ต้องการอาหารครบหมู่ใน1มื้อ
  5. ชอบกลิ่นเครื่องเทศสมุนไพรหนักๆ เลยรักอาหารไทย อาหารอินเดีย แต่พวกโรยหน้าชอบแค่กลิ่นเลยเขี่ยออกไม่ค่อยกินเข้าไป
  6. ชอบของดิบด้วย จะผักหรือเนื้อก็ดี บางทีก็กลัวพยาธิแต่อร่อยเลยไม่แคร์
  7. กินเครื่องในทุกประเภทสไตล์ปอป ท็อปลิสคือสมอง ปอด ตับอ่อน
  8. กินอาหารป่าเอ็กโซติกได้ งูเงอ นก หนู กวาง หมูป่า กบ ไม่เหลืออะ งูผัดเผ็ดอร่อยนะคะคุล
  9. แต่ก่อนกินพริกไม่เป็น พอเป็นแล้วก็ไม่อยากกินอะไรไม่มีพริกอีกเลย
  10. เป็นเด็กชาวเล เลยไม่กินอาหารทะเลอะไรที่ไม่ใกล้แหล่งน้ำทั้งนั้น มันคาว และที่บ้านไม่นิยมร้านสั่งตายในกทม. ทั่นแม่ห้ามไว้
  11. ชอบอาหารพื้นเมือง ไปที่ไหนก็ชอบไปลองของที่นั่น อาจจะมีไม่ถูกจริตบ้าง แต่ก็ได้รู้ว่าคนเขากินอะไรกัน
  12. อาหารไทย>อินเดีย>ญี่ปุ่น>อิตาเลี่ยน=เมดิเตอเรเนียน>จีน
    ไม่ถูกโรคกับอาหารมาเลหรือฝรั่งเศสเท่าไหร่
  13. กินของดองของคาวกลิ่นแรงได้ ทุเรียน กะปิ ปลาร้า ปูดองนี่โอเค
  14. รสที่ชอบตามลำดับคือ เค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน
  15. ไม่ค่อยใช้พวกน้ำจิ้มหรือซอสอะไรเท่าไหร่ กินของรสธรรมชาติยกเว้นบางกรณี พวกอะไรที่ให้มาราดก็ไม่ค่อยใช้ กินขนมไทยไม่ใส่กะทิ จริงๆก็ไม่ชอบกะทิด้วยส่วนนึง…
  16. ไม่ชอบอะไรที่เป็นมะพร้าวทั้งหมดยกเว้นน้ำมะพร้าว 555555
  17. กินผลไม้ตามฤดูกาล โปรดพวกรสเปรี้ยวเป็นพิเศษ ส้มกับมะม่วงก็ต้องเปรี้ยว
  18. แพ้นม แพ้แลคโตส แต่โตขึ้นแล้วแข็งแรงขึ้น โปรดักจากนมโอเค เหลือแค่นมโคสดที่กินแล้วยังไงก็ท้องเสียถ่ายคล่อง
  19. ไม่ใช่สายคาร์บ กินกับมากกว่าข้าว ขนมปังไม่ค่อยกิน เน้นโปรตีน
  20. ไม่ได้จำกัดประเภทของกิน แต่จำกัดเวลากิน กับกินของสไตล์เฮลตี้แบบคนแก่รักสุขภาพ(แต่ก็ต้องอร่อย)เป็นหลัก อาหารขยะมีประปรายตามความอยาก ชีวิตต้องสมดุล
  21. ช่วงหลังนี้เวลากินก็พังอยู่ เป็นท้องอืดท้องเฟ้อกรดไหลย้อนเบาๆเลยพยายามปรับกันไป
  22. ส่วนใหญ่ไม่กินหลังมืด ตื่นแล้วต้องหาอะไรกินเลยเพราะจะหิวมาก
  23. กินเยอะแต่กินช้า เคี้ยวเรื่อยๆ
  24. เคยกินน้ำผักแทนข้าวอยู่สัปดาห์นึง ถ่ายคล่องมาก แต่ก็ไม่แน่ใจจะตายเพราะยาฆ่าแมงมั้ยเลยหยุดไว้ก่อน ขอหาแหล่งผักดีๆก่อน ซึ่งก็สั่งยากและแพงจ่น ตอนนี้ยังไม่ได้ทำต่อเลย
  25. ถ้าต้องหากินเองก็พอทำอาหารเป็น ช่วงที่ทำบ่อยจะทำอาหารหลายขั้นตอนได้ กระดกกระทะกลับหน้าก็เป็น อยากกินอะไรก็ทำ แต่ไม่ได้ทำมาหลายเดือนจนไม่รู้ว่าจะยังทำไข่เจียวเป็นไข่เจียวได้มั้ย…. เวลานี้เป็นแค่ย่างเนื้อ ทำสลัดเดรสซิ่งกับอุ่นไมโครเวฟ 555555
  26. น้ำสลัดที่ชอบคือแบบใส ใช้ balsamic vinaigrette บ่อยสุด
  27. ผักสลัดที่ชอบคือ butter head, coral, rocket, tomato ใส่ทอปปิ้งเป็นเนื้อ/ผลไม้/แองโชวี่
  28. ของทาหน้าขนมปังที่ชอบที่สุดคือ peanut butter and jelly
  29. ไข่ลวก=ไข่ต้มยางมะตูม>ไข่คน>ไข่ตุ๋น>ไข่เจียว>ไข่เค็ม>ไข่เยี่ยวม้า>ไข่ต้ม>ไข่ดาว
  30. ชอบเนื้อวัวส่วน rib, loin เลือก grain fed > dried aged marbleไม่ต้องเยอะ ระดับความสุกของเนื้อที่ชอบคือ medium rare หรือ rare ในบางที
  31. ข้าวขาหมูต้องคากิ ติดหนัง! ติดหนัง! ติดหนัง!
  32. ไก่ใดๆต้องน่อง สะโพก ปีก ติดหนัง! ติดหนัง! ติดหนัง! รักไก่ทอดวิเชียรบุรีกับหาดใหญ่
  33. กุ้งที่ดีที่สุดคือกุ้งแม่น้ำเผาติดมัน
  34. ชอบอาหารจากหมึกดำ รักสปาเก็ตตี้neroร้านpomodoro โคตรแชมป์ ครองใจมาตลอดชีวิต ซุปร้านคินโจก็ดี
  35. ชอบปลาเนื้ออ่อน เมนูฉู่ฉี่หรือย่างเกลือ
  36. ชอบปูม้า นึ่งหรือดองก็แซ่บหลาย
  37. ชอบหอยนางรม fin de Clair, Australian rock กินกับเลม่อน
    สไตล์ไทยก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่กินหอยแครงอะ
  38. กินซาชิมิกับวาซาบิ ไชเท้าฝอยกับโชยุ ชอบมากุโรกับโฮตาเตะที่สุด
  39. ชอบสึเคเมงที่สุดในหมู่ราเมง
    ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกข้นคือเดอะเบสเตี๋ยวไทย น้ำ>แห้ง
    พาสต้าซอสเพสโต้
  40. วุ้นเส้น>หมี่กรอบ>เส้นราเมงไข่>หมี่>โซบะ>อุด้ง>เส้นเล็ก>เส้นใหญ่>เกี้ยมอี๋>ขนมจีน>ก๋วยจั๊บ>ลาเมี่ยน ต้องเรียงเส้นพาสต้ามั้ยอะ 555555 ไม่ละกัน แต่ชอบฟูซิลี่ที่สุด
  41. ลูกชิ้นเอ็น>ปลา>เต้าหู้ เอ็นย่างด้วยเด็ดสุด ลูกชิ้นอื่นๆไม่กิน
  42. อาหารตามสั่งที่สั่งบ่อยสุดคือผัดซีอิ๊ว/คั่วไก่
  43. ข้าวกล้อง=ซ้อมมือ>ข้าวขาวขัดสี>ไรซ์เบอรี่
  44. ชอบข้าวเหนียวไทยที่เอามาทำของว่าง ทั้งขนมกล้วย ข้าวหลาม ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวแก้ว ข้าวเหนียวย่าง ชอบทั้งหมด
  45. ไม่ค่อยกินขนมปัง แต่ถ้าให้เลือกก็ ciabatta หรือขนมปังเค็มๆ
    whole wheat/potato>white bread
    พวกเบเกอรี่ชอบ pie, quiche เน้นคาวมากกว่าหวาน
  46. คุ้กกี้ชอบsoft baked บิสกิตก็ดี แบบสอดไส้ก็โปรด short breadก็รัก พวกนี้กินกับชา
  47. Pizza > burger
    กินสัปปะรดบนพิซซ่าด้วย ใส่ซอสมะเขือเทศด้วย ทำไมอะ อร่อยอะ 555555
    แต่ถ้าเป็นอิตาเลี่ยนพิซซ่าเลยก็ไม่ใส่ซอสนะ
  48. สำหรับของหวาน ชอบของเย็นๆเป็นอันดับหนึ่ง ไอติม น้ำแข็งไส บิงซู สโนวไอซ์ กินทั้งหมดเลย ตามมาด้วยพวกเยลลี่ เครป เบเกอรี่พวก Denish, strudel, tart
  49. ชอบขนมไทย แต่หลายๆอย่างมันหวานมากกินไม่ไหว กะทิก็เยอะ ที่กินหลักๆคือฝอยทอง เม็ดขนุน จ่ามงกุฎ ขนมชั้น ขนมผิง นมแมว ถั่วกวน อลัว
  50. กินเค้กอยู่3แบบเท่านั้น เครปเค้ก **ครีมน้อยมาก** ชีสเค้กแน่นๆเนื้อไม่ฟู แล้วก็เค้กแป้งแน่นแบบฟรุ๊ตเค้ก เค้กกล้วยหอม แต่กินได้แค่นิดหน่อยจะรู้สึกเลี่ยนแล้ว
  51. ไอติมครีม>ซอเบท์ เลือกรสนมๆมากกว่าผลไม้ ไอติมกะทิเป็นข้อยกเว้นของมะพร้าวอีกอัน
  52. ไม่กินขนมถุงเท่าไหร่ แต่ชอบมันฝรั่งทอดตราNatural คาราด้า แคมปัส
    มันฝรั่งจะเลือกรสเกลือ/น้ำส้มสายชูเป็นหลัก
  53. ของว่างร้านรถเข็นสายคาร์บข้างทาง โรตีใส่ไข่ใส่กล้วย > โตเกียวไข่หมูสับ > เครปสตอเบอรี่
  54. เครื่องดื่มบ้างละกัน ชอบโกโก้=ชา>กาแฟ
    โกโก้ต้อง Van houten/Hershey
    ชาชอบชาจีนเข้มๆ ชาดำ ผู่เอ๋อร์ ชาฝรั่งชอบกลิ่นเอิร์ลเกรย์ ชาผลไม้เปรี้ยวไปแต่ชอบกลิ่น
    กาแฟชอบ light roasted รสเปรี้ยว
  55. ไม่ดื่มน้ำอัดลม ดื่มโซดาเปล่า
  56. น้ำเปล่าออร่า แต่ถ้าเห็นตราอะไรไม่เคยลองก็แหลมไปลองทั้งหมด ไม่ชอบสิงห์กับเนสเล่
  57. ชอบน้ำแต่งกลิ่น สดชื่นดี
  58. ชานมชอบทั้งแบบไทยแบบไต้หวัน ทอปปิ้งพุดดิ้ง>ไข่มุก
  59. น้ำผลไม้สด100%เท่านั้น อย่างอื่นระคายปากค่ะ 5555555555555 เมนูแล้วแต่อารมณ์ส่วนมากจะสั่งน้ำมะนาวปั่น ถ้าคั้นชอบแครอท
  60. น้ำผักก็ดื่มได้ และถ้าทำเองมั่นใจมากว่าสมูทตี้ตัวเองอร่อยทุกสูตร ฟันเฟิม
  61. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์จริงจังแต่ช่วงหลังมานี้ฟาดให้หลับ ชีวิตมันขม เน้นพวกสีใสกลิ่นรสเหมือนแอลล้างแผลเป็นหลัก แต่เหมือนจะแพ้ไวน์ กินทีไรหน้าแดงตัวแดงใจสั่นไปหมด
  62. ไม่ กิน ของ กิน สี เยอะ!! สีพาสเทลยังพอรับได้ แต่สีรุ้งรุนแรงนี่ไม่ได้เลย กินไม่ลงจริงๆ เคยทิ้งไอติมทั้งควอทซ์เพราะสีมาแล้ว…. จำแม่นมากเป็นของบาสกิ้นรอบบิ้นชื่อsunset สีเหลือง แสด บานเย็น เปิดฝามาจะร้อง

คิดว่าน่าจะหมดแล้ว เท่านี้ก็เยอะมากแล้ว 55555
ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองไม่เลือกกินนะ ตอนนี้คิดว่าเป็นคนเรื่องมากในระดับนึง แต่จะเลือกที่วัตถุกิบกับรสชาติมากกว่าอะไรอื่นๆ แล้วก็ถ้าต้องกินกันตายก็กินได้หมด บางทีก็ต้องกินเพื่ออยู่ แต่ส่วนมากคืออยู่เพื่อกิน

สุดท้ายนี้ Food is everything สวัสดีค่ะ